ความรู้สู่ความเข้าใจเด็กบนท้องถนน

 

เราทุกคนต่างต้องการ “พื้นที่ปลอดภัย” และต้องการ  “ใครสักคน” ที่รับฟังแล้วจะเป็นอย่างไรหาก “พื้นที่ปลอดภัย” ไม่ใช่ที่บ้านและ “ใครสักคน” นั้นไม่ใช่คนในครอบครัว ?

 

             
มีเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองขึ้นมาใหม่ ออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านและอาศัยพื้นที่สาธารณะในการพักพิงและหาเลี้ยงชีพแบบวันต่อวัน รวมกลุ่มกับเพื่อนที่มีเส้นทางชีวิตในแบบเดียวกัน องค์การยูนิเซฟ(UNICEF) ได้คาดการณ์ว่ามีจำนวนเด็กบนท้องถนนจำนวนกว่า 5 หมื่นคน ทั้งเด็กไทยและต่างชาติกระจายตัวตามเมืองใหญ่ทั่วประเทศ เด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กด้อยโอกาสหรือเด็กที่อยู่ในภาวะเปราะบาง สาเหตุสำคัญคือปัญหาครอบครัว ทั้งครอบครัวยากจน มีการใช้ความรุ่นแรงในครอบครัว ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็ก และหลายคนต้องออกจากระบบการศึกษากลางคัน ทั้งนี้ในปี 2561 ที่ผ่านมา มีเด็กออกกลางคันตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลายรวมกันเกือบ 1 หมื่นคน(ที่มา :ระบบฐานข้อมูลด้านสังคมและคุณภาพชีวิต) ทำให้เด็กกลุ่มนี้ขาดโอกาสในการได้รับการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ ต่อเนื่องไปสู่การขาดโอกาสในด้านอื่น ๆ ตามมา กล่าวคือเด็กกลุ่มนี้จะไม่สามารถไปสมัครงานที่ใดได้เนื่องจากไม่มีใบวุฒิการศึกษา ขาดอาชีพ ขาดรายได้ และพัฒนากลายเป็นวงจรที่สร้างความเหลี่ยมล้ำในสังคมเพิ่มสูงมากขึ้น

  

             
ปัจจัยหนึ่งที่สร้างความเหลี่ยมล้ำในสังคมไทยคือปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของคนในสังคม โดย ศ
.ดร.อมาตยา เซน( Amartya Sen) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดียเจ้าของรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ปี 1998ได้เสนอแนวคิดเศรษฐศาสตร์ทางเอกคือ “สมรรถภาพของมนุษย์ (Capability Approach) “ มองว่าการพัฒนาด้านเศรษฐกิจควรดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้ความสำคัญกับศักยภาพและอิสรภาพของมนุษย์ โดยเสนอว่าผู้คนควรมีทางเลือกในการดำรงชีวิตและมีความเป็นอยู่ที่ดี (Wellbeing) ตามแนวทางที่พวกเขาเลือก มองว่าความเหลี่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความยากจนถือเป็น “การลิดรอนสมรรถภาพของมนุษย์

 

             
เพื่อให้ดำเนินการพัฒนาเด็กบนท้องถนนได้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะนั้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจและหาแนวทางในการพัฒนาที่เหมาะสม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ
.) จึงสนับสนุนงบประมาณสำหรับการวิจัยภายใต้โครงการ “เด็กบนท้องถนน Children in Street ในการสำรวจ ศึกษาและพัฒนารูปแบบการพัฒนาเด็กเร่ร่อนหรือเด็กที่ใช้ชีวิตบนท้องถนนในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเบื้องต้นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าสามารถแบ่งกลุ่มเด็กและเยาวชนได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่ 1 คือ “เด็กบนท้องถนน” เป็นเด็กเร่ร่อนที่ใช้ชีวิตหรือทำงานบนท้องถนนใช้เวลาส่วนมากหรือมีความผูกพันกับพื้นที่สาธารณะ เช่น ตลาด สวนสาธารณะ  ใต้สะพานลอยหรือทางด่วน ใช้ชีวิตอิสระเสรี เป็นกลุ่ม และกลุ่มที่ 2 คือ “เด็กกลุ่มเสี่ยง” หรือเด็กลอยล่อง เป็นเด็กและเยาวชนที่มีความสัมพันธ์กับเด็กกลุ่มแรก ใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนหรือพื้นที่สาธารณะเป็นครั้งคราว ใกล้หลุดออกจากบ้าน โรงเรียนเต็มที อาจมีปัญหาเชิงพฤติกรรมและมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปเป็นเด็กบนท้องถนนแบบถาวร เด็กกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนน่าตกใจ ซึ่งการดูแลและพัฒนาเด็กเยาวชนทั้งสองกลุ่มให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องทำอย่างเป็นระบบควบคู่กันไปทั้งด้านกฎหมาย นโยบาย และด้านการดำเนินงานเชิงพื้นที่ โดยในปัจจุบันได้มีการดำเนินการดังนี้

ด้านกฎหมาย นโยบาย กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนในระดับสากลอย่างอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยในความคิดเห็นทั่วไป ฉบับที่ 21 (พ..2560) เกี่ยวกับเด็กเร่ร่อนบนท้องถนน (GC.21) ได้มีการระบุถึงสิทธิในการใช้ชีวิตบนท้องถนนอย่างมีคุณภาพ วิธีการดูแลเด็กที่มีความยืดหยุ่นและหลากหลายและให้ความสำคัญกับสิทธิของเด็กและเยาวชนบนท้องถนนอย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันกฎหมายในประเทศไทยตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ..2546 นั้น นอกจากนิยามของ “เด็กเร่ร่อน” อันคับแคบและไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตปัจจุบันแล้ว ยังสะท้อนมุมมองที่มีต่อเด็กกลุ่มนี้เพียงแค่ด้านการสงเคราะห์คุ้มครองและฟื้นฟูสมรรถภาพ นอกจากนี้ยังพบว่าหน่วยงานโดยเฉพาะภาครัฐยังไม่มีแผนการทำงานกับเด็กบนท้องถนนหรือเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลต่องบประมาณและแผนกิจกรรมโครงการในการทำงานกับเด็กลุ่มนี้ ทำให้พวกเขา ยังคงเป็นเด็กชายขอบที่ภาครัฐและคนในสังคมละเลย ไม่เห็นตัวตนและคาดการณ์ผิดพลาด ซึ่งถือเป็นความท้าทายของภาครัฐในการทบทวนการทำงานและปรับวิธีคิดของหน่วยงานให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน

 

 

ด้านดำเนินงานเชิงพื้นที่  เราสามารถพบการปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งได้แก่ ครูกศน.และศูนย์สร้างโอกาสเด็ก กับองค์กรพัฒนาเอกชน(NGOs) ของแต่ละพื้นที่ในการลงสำรวจ รวมถึงการรับและส่งต่อความช่วยเหลือเด็กบนท้องถนนและเด็กกลุ่มเสี่ยงข้างต้น โดยครูกศน. ทำงานในรูปแบบ “ครูข้างถนน” หาวิธีการช่วยเหลือส่งเสริม จัดสถานที่เรียนและกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพหรือส่งเสริมอาชีพตามความพร้อมและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล รวมถึงการมีศูนย์สร้างโอกาสเด็กเป็นสถานที่ให้ความรู้และทำกิจกรรมนันทนาการแก่เด็กเร่ร่อน ดูแลเด็กยากจนและเด็กที่เสี่ยงออกจากระบบศึกษา


สำหรับองค์กรพัฒนาเอกชน (
NGOs)เป็นหน่วยสำคัญอีกหน่วยที่ช่วยทำหน้าที่ค้นหา ติดตามไปจนถึงดำเนินการส่งเด็กกลับบ้าน ตัวอย่างเช่น มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก มีสถานรองรับและเจ้าหน้าที่หรือครูลงพื้นที่สำรวจ ให้ความช่วยเหลือและพัฒนาเด็กเร่ร่อน เด็กลูกกรรมกรก่อสร้าง เด็กกำพร้า เป็นต้น มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล(ศูนย์เมอร์ซี่) ช่วยเหลือและเสริมสร้างศักยภาพให้กับคนในชุมชนคลองเตย ศูนย์เดอะฮับสายเด็ก (The Hub Saidek) พัฒนาเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสในชุมชนหัวลำโพง มีการจัดที่พักและกิจกรรมเสริมทักษะสำหรับเด็กในชุมชนและบริเวณใกล้เคียง และมูลนิธิเออเบิร์น ไลท์(ประเทศไทย) จัดบริการให้คำปรึกษา รวมถึงให้การสนับสนุนทั้งด้านที่พัก ด้านสุขภาพและด้านการศึกษาสำหรับเยาวชนชายที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ หน่วยงานเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างทักษะชีวิต สร้างพื้นที่การเรียนรู้และใช้การศึกษาในการสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อตัวเด็กโดยตรงทั้งนี้การทำงานเชิงพื้นที่ดังกล่าวยังมีข้อจำกัดในเชิงการบริหารจัดการองค์กร การขาดงบประมาณและอุปกรณ์ในการดำเนินการ ไปจนถึงความมั่นคงของคนทำงานในพื้นที่ซึ่งเป็นกลุ่มคนสำคัญในการเข้าถึงตัวเด็กก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มักถูกละเลยและมองข้ามไป

 

การแก้ปัญหาเด็กบนท้องถนนเปรียบเสมือนกับการแก้ปัญหาส่วนที่เป็น “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ที่โผล่พ้นน้ำออกมา การเกิดปรากฏการณ์เด็กบนท้องถนนและเด็กกลุ่มเสี่ยงข้างต้นเป็นเพียงผลพวงที่เกิดขึ้นจากหลาย ๆ ปัญหาซ้อนทับกันทั้งปัญหาภายในครอบครัว เศรษฐกิจ ระบบการศึกษา ไปจนถึงโครงสร้างทางสังคมที่ทำให้เด็กต้องออกมาใช้ชีวิตตามท้องถนน ในปัจจุบันได้มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ..2562 มีการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัว และศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.) ในการให้ความรู้และช่วยเหลือเพื่อสร้างความมั่นคงและเข้มแข็งภายในครอบครัว ไปจนถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีบรรยากาศการเรียนรู้และความปลอดภัยทั้งสำหรับเด็กและครอบครัว ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการป้องกันและลดจำนวนเด็กบนท้องถนนและเด็กกลุ่มเสี่ยง

 

             
จะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาในรูปแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจับ พัฒนา หารูปแบบการทำงานในรูปแบบใหม่ประสานความร่วมมือในการทำงานและตอบโจทย์วิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการออกแบบและดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชนบนท้องถนนในระยะยาวอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างสังคมให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชนทุกคนต่อไป

 

บทความโดย  สมพงษ์ จิตระดับ  สุอังคะวาทิน

ดานา  โมหะหมัดรักษาผล

หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มาจาก หนังสือพิมพ์มติชน