จิตวิทยาการเรียนรู้สำหรับเด็กบนท้องถนน (2)
โดย ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ

 

 

 


General Comment 21 
ในปัจจุบันที่สถานะการณ์ดีขึ้นเนื่องจากเกิด GC21     นิยามเด็กเร่ร่อนยังมีนิยามเหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เมื่อนิยามไม่ชัดเจนหรือไม่ตรงกับความเป็นปัจจุบันของเด็กเร่ร่อน มันจะทำให้เราไม่เห็นตัว ชีวิตจริง ๆ ของเด็กเราจะเห็นเป็นเพียงบางส่วนของชีวิตเด็กเท่านั้นเอง

 

 

 
แต่พอ GC21 ไปสัมภาษณ์เด็กเก็บข้อมูลเด็ก 327 คนจาก 32ประเทศ แล้วเด็กเร่ร่อนจากทั่วโลกมีประมาณ 100ล้านคน  แล้วมิติทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมวิถีชีวิตมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นในลักษณะใน GC21 มันก็จะเกิดคำนิยามใหม่ ว่า

  

 

ในกลุ่มประชากรเด็กที่มีความผูกพันในพื้นที่สาธารณะ หมายความว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขาในการที่เขาจะดำรงอยู่ บางครั้งการดำเนินชีวิตที่ไปทำมาหากินและกลับจากถนน  เป็นการใช้ชีวิตประจำวันและสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง อาจจะอาศัยและทำงานบนถนนเป็นครั้งคราวและหมายรวมถึงเด็กที่มาเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อน พี่น้อง หรือครอบครัวบนพื้นที่สาธารณะ   เพราะฉะนั้นความหมายคำจำกัดความโดยทั่วโลกมันเปลี่ยนเราจึงไม่แปลกใจว่าเด็กมันหายไปจากถนน เพราะเรายังเฝ้าอยู่กลับนิยามเก่าอยู่  เพราะฉะนั้นในแนวคิดของคนกศน.จะต้องตามให้ทันนิยามใหม่และเราก็จะเข้าใจอัตลักษณ์และจะเข้าใจวิถีชีวิต จะเข้าใจวัฒนธรรมย่อยของเด็กรุ่นนี้ว่ามันคืออะไร มันเปลี่ยนไปอย่างไร ถ้าเราเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมย่อยเรื่องความใหม่ของความสำคัญอันนี้เข้าใจถูก  เราจะสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้ถูกต้อง เราจะเข้าใจเด็กมากขึ้นและเราจะตามเด็กถูก  แต่ถ้ายังยึดในแบบนิยามเดิมเราจะผิดเป้าหมาย มันจะไม่ไปถึงจุดที่สำคัญที่สุดและก็จะเรียบเคียงกับตัวเด็กเร่ร่อนมากกว่า

 

 

อันนี้คืออีกเรื่องที่ กศส.ให้ความสำคัญ คือเราไม่มองเรื่อง เศรษฐกิจแบบ Capitalism เราจะมองแบบเศรษฐศาสตร์เชิงพัฒนา เรามีความเชื่อมั่นว่า ผู้คนควรมีทางเลือกในการดำรงชีวิตและมีความเป็นอยู่ที่ดี (well-being) ตามแนวทางที่พวกเขาเลือก  ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความยากจนเป็น “การลิดรอนสมรรถภาพ” ของมนุษย์ ให้ความสำคัญกับศักยภาพและอิสรภาพของมนุษย์ 5 ประการ

·                 อิสรภาพทางการเมือง

·                 อิสรภาพทางเศรษฐกิจ

·                  โอกาสทางสังคม

·                หลักประกันว่าภาครัฐจะมีความโปร่งใส

·                  การคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

เป้าหมาย  เป็นเศรษฐศาสตร์อีกด้านที่ไม่มองเรื่องกำไร หรือผลประโยชน์ แต่ดูเรื่องต้นทุนความเป็นมนุษย์และทุกคนมีสิทธิในการที่จะเลือกว่าตัวเองจะเป็นอะไร

การพัฒนาสังคมและนโยบายรัฐควรเพิ่มทางเลือกในการดำรงชีวิตให้แก่ผู้คน และปรับปรุงระดับความเป็นอยู่ที่ดีในแนวทางที่พวกเขาเลือก

-       เพิ่มอิสรภาพ

-       เพิ่มสมรรถภาพในการใช้อิสรภาพ

-       เพิ่มความสามารถในการบรรลุเป้าหมาย

 

“มิติของการดูแลเด็กไม่ใช่การเอาเงินให้อย่างเดียว มันมีเรื่องของการให้ความรัก การดูแลเอาใจใส่ และมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง”

24 บุคลิกภาพเพื่ออยู่ร่วมกันในสังคม  (24 character strengths)

 

 

จิตวิทยาเชิงบวก  เด็กเร่ร่อนจะมีจิตวิทยาเชิงลบ โดนกระทำย่ำยีมาโดยตลอด   24 character strengths ไม่จำเป็นต้องเป็นนักจิตวิทยา  ครูหรือคนทำงานกับเด็กเร่ร่อนสามารถ มีคำอยู่ในตัวของเรา มีวิธีการมีการออกแบบ มีคำขู่ที่ทำให้พ่อแม่เด็กต้องเกรงใจที่แฝงไปด้วยความรู้สึกแห่งการช่วยเหลือ  บุคลิกเหล่านี้จะเป็นจิตวิทยาเชิงบวกที่สร้างเด็กได้  คำดูถูกเหยียดหยามต่าง ๆ เป็นจิตวิทยาเชิงลบ แต่ถ้าครูหรือคนทำงานกับเด็กเร่ร่อนเข้าไปตบไหล่เด็ก ใช้คนพูดปลอบประโลมมันจะสร้างจิตวิทยาเชิงบวกให้กับเด็กได้ มีตัวอย่างครูเด็กเร่ร่อนที่จังหวัดเพชรบุรี เคยบอกว่าเขาเคยเป็นเด็กเร่ร่อนแล้วมาเป็นครู เขาไม่เคยมีความรู้สึกถูกกอดแล้วดีเท่ากับการที่ถูกครูบ้านนกขมิ้นกอด มันเป็นความประทับใจและทำให้เขาสนิทใจกับครูคนนั้นเพิ่มมากขึ้น  เพราะฉะนั้นจิตวิทยาเชิงบวกจะไปสร้างศักยภาพ สร้าง Sefestrem สร้างเรื่องความเชื่อมั่นของตัวเอง เด็กมีทักษะชีวิต เด็กมีประสบการณ์ เด็กมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียนรู้ อาจเก่งกว่าเด็กในระบบโรงเรียน  เพราะฉะนั้นกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้นเรียนรู้นอกห้องเรียนอยู่แล้ว เรียนอยู่บนถนน เพียงแต่เรามองสิ่งต่าง ๆ  องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องที่แวดล้อมเขามันเป็นเรื่องของการเรียนรู้ได้ มีสื่อให้ เราเห็น เราสามารถจะสร้างศักยภาพเขาจากคำพูด จากสิ่งที่เราเตรียมและเรารู้ ว่าเด็กคนนั้นเก่งอะไร ยกตัวอย่างครูที่อุบลฯ เขาสนใจที่จะมุ่งเน้นที่จะสอนเด็กหลังห้อง เขาค้นพบว่าเด็กหลังห้องไม่ชอบเรียนทฤษฏีและชอบการปฏิบัติมากกว่า ชอบเรียนนอกห้องเรียน และอยากทำอะไรที่เขาสนใจมากกว่า  เด็กในกลุ่มนี้คนหนึ่งสนใจเลี้ยงไก่ชน เด็กคนนี้ถ้าไปสอบONETก็จะตกแต่ถ้าเรื่องไก่ชน ไม่มีใครสู้เด็กคนนี้ได้ แถมมีรายได้สัปดาห์หนึ่งประมาณ 3-4 พันบาท เพราะมีคนที่ชอบเลี้ยงไก่ชนนำไก่ชนมาให้เด็กคนนี้เลี้ยง ซึ่งเด็กก็จะเลี้ยงดูแลไก่เป็นอย่างดี เหมือนว่าไก่ชนเป็นชีวิตของเขา ทำให้เป็นที่ชื่นชอบจากคนเลี้ยงไก่เป็นอย่างมาก เด็กคนนี้ประสบความสำเร็จ มีความรู้เรื่องของไก่ชนเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องของประวัติศาสตร์ไก่ชน วิธีการเลี้ยงดูต่าง ๆ จนซีพีสนใจที่จะให้ไปเลี้ยงไก่ชนให้ซีพี เป็นต้น  เด็กเราก็เหมือนกันพวกคุณลองดูเด็กเร่ร่อนที่พวกคุณทำงานอยู่ด้วยว่าจริง ๆ เขาชอบอะไร เขาถนัดอะไร เราก็มุ่งเน้นให้เขาเรียนรู้ในทางนั้นไปเลย เดี่ยวนี้ในอินเตอร์เน็ตมีแหล่งความรู้มากมาย ถ้าเขาทำและถนัดเติมที่ แล้วครูคอยถนัดส่งเสริมนะกระบวนการเรียนรู้มันจะไปของมันโดยธรรมชาติ  เด็กไม่ชอบเรียนหนังสือเราก็รู้อยู่แล้ว

 

 


24
character strengthsนี้ เกือบครึ่งหนึ่งมีในตัวเด็กเร่ร่อน  เราต้องดันมันขึ้นมา  เราคุยให้เขาเกิดแรงบันดาลใจหรือไม่ มีคำอะไรที่เราคุยกับเขา แล้วตั้งคำถามกับเขาแล้วเขารู้สึกว่าใช่  ห้ามดุห้ามด่า ห้ามเอาคะแนนล่อสาระพัดที่ในระบบโรงเรียนทำเด็กเร่ร่อนจะปฏิเสธหมด  ฟังเขาพูดมั้ย ครูส่วนใหญ่เงียบไม่เป็น ถ้าเราเงียบเป็นเราจะมีเวลาฟังเสียงเด็กมากยิ่งขึ้น  ตามองตาด้วยกัน ต้องวัดกันด้วยมนุษย์กับมนุษย์ ใจกับใจ  ถ้าคุณทำงานกับเด็กเร่ร่อนไม่มีใจลงเคสสตัสดี้ ไม่มีลงพื้นที่อย่างนี้ เดี๋ยวเดียวก็หลุด เพราะมันทนไม่ได้หรอก

สรุป ในปีนี้ระบบการศึกษาเราบอกว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง   แต่ความเป็นจริงเรายังทิ้งคนอีกไม่รู้กี่ล้านคน เพราะฉะนั้นกองทุน กศส.จึงรับบทบาทหนัก  และความคาดหวังจากรัฐบาลที่เอางบมาให้อีกตั้ง 6-7 พันล้านบาท  ไปทำลดเรื่องความเลื่อมล้ำไปหาตัวเด็กกลุ่มนี้ให้เจอ แล้วสร้างเครื่องมือ หาโมเดล  และสิ่งที่แต่ละท่านควรจะต้องทำคุณจะทำเป็นเครือข่ายอย่างไร  เครือข่ายในการทำงานเพื่อเด็กเร่ร่อนเราคอยมี และตอนนี้มันจะต้องกลับมาแล้ว อย่ามองการทำงานอยู่เฉพาะการทำงานของหน่วยงานของตัวเองอย่างเดียว ต้องคิดเรื่องเครือข่ายเรื่องการส่งต่อ เรื่องการใช้ศักยภาพหรือเรื่องอะไรต่าง ๆ  การแก้ไขเรื่องเด็กเร่ร่อนคนหนึ่งอาจจะต้องใช้ครูมากถึง2 คนหรือ3 คน เพราะเขาบอบช้ำและถูกทำร้ายมาเยอะ การจะได้แก้ชีวิตคนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ