เครือข่ายบ้านเรียนแจงกรณีศาลยกฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ
เตรียมอุทธรณ์และดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ


(ลงวันที่
29 เมษายน 2563​)ศูนย์ประสานสิทธิการศึกษาบ้านเรียนและศูนย์การเรียน​ สมาคมสภาการศึกษา​ทางเลือก​ไทย​ ชี้แจง การฟ้องร้องคดี เรื่องเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อยุธยา เขต 2 ที่ละเลยหน้าที่ไม่ดำเนินการอำนวยความสะดวกให้ครอบครัว ในการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยให้แก่บุตรจนทำให้เด็กต้องหลุดจากระบบการศึกษาต่อศาลปกครองกลาง และศาลได้ยกฟ้องกรณีดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 ที่ผ่านมาว่า การยกฟ้อง ไม่ได้หมายความว่า บ้านเรียนแพ้คดี ขณะนี้อยู่ระหว่างกำลังเตรียมอุทธรณ์และดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ ประกอบกันด้วย ​ถึงแม้จะเกิดผลทางคดีในที่สุด​ก็เป็นตัวอย่างอันไม่ควรเกิดขึ้นในทางละเมิดสิทธิเด็กในสังคมไทยต่อไป


สำหรับกรณีการฟ้องร้องดังกล่าวมีเหตุที่มาของคดี คือ ทางผู้ฟ้องมีความคิดเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อยุธยา เขต
2 ไม่ดำเนินการอำนวยความสะดวกให้ครอบครัวบ้านเรียนได้รับการนำเข้าสู่กระบวนการขออนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว ซึ่งครอบครัวได้ไปดำเนินการแจ้งความประสงค์ยื่นขออนุญาต ในปี 2557 แต่ถูกผัดผ่อน และอ้างถึงการมีภาระงานมาก ครอบครัวเป็นผู้มีความตั้งใจจริง​ จึงได้แต่โทร.และติดตามสอบถามเรื่อยๆ ระหว่างนั้น ด้วยเหตุที่ตั้งใจทำบ้านเรียน และลูกเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านดนตรีเข้าขั้นเป็นเด็กอัจฉริยะ​ มีกิจกรรมเรียนรู้ตลอดเวลา จึงดำเนินการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยโดยครอบครัวต่อเนื่องเพื่อไม่เป็นการทำให้เด็กเสียโอกาส และพยายามที่จะติดตามกับเจ้าหน้าที่เขต​ โดยไม่ทราบว่า ทางครอบครัวควรจะต้องติดตามสิทธิทางลายลักษณ์อักษรด้วยหนังสือ


จนกระทั่ง ปี
2559 เจ้าหน้าที่ได้นัดหมายให้ครอบครัวไปจัดทำแผนการศึกษาโดยครอบครัว ซึ่งมีการแก้ไขหลายครั้งซึ่งครอบครัวคิดว่าการแก้ดังกล่าวเป็นการแก้ไขโดยขาดหลักการที่ดี เป็นเวลานานมาก โดยครอบครัวได้รับเอกสารให้กรอกใบขออนุญาตจัดทำแผนการศึกษาและยื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษาโดยครอบครัว ในวันที่ 7 เมษายน 2561 และ ได้รับอนุญาตจัดการศึกษาโดยครอบครัว วันที่ 21 มิถุนายน 2561

กรณีเจ้าหน้าที่ที่ละเลยและทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษานี้ ทางบ้านเรียนเห็นว่าการปฏิบัติงานแบบนี้ ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีในระบบราชการ และได้กระทำการอันทำร้ายต่อสิทธิเด็ก โดยส่งผลกระทบต่อสิทธิทางการศึกษาที่เด็กควรจะได้รับประโยชน์สูงสุด จนเป็นเหตุทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาไป 4 ปีโดยขาดความรับผิดชอบ

เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ครอบครัวจึงใช้สิทธิในกระบวนการหารือเพื่อให้เด็กได้รับการเทียบโอนองค์ความรู้ ความสามารถ จากการที่สำนักงานไม่รับผิดชอบดำเนินการโดยเร็วเพื่อให้ครอบครัวเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ เพื่อให้ลูกได้รับสิทธิประเมินผลกลับเข้าสู่ชั้นเรียนตามวัย โดยมีการตั้งคณะกรรมการดำเนินการประเมินผลเรียบร้อย ให้เด็กจบการศึกษาระดับประถมศึกษา แต่มากลับลำ และให้เด็กได้รับการประเมินเพียงชั้น ป.4 และไม่อนุมัติแผนมัธยมศึกษา ให้กับครอบครัว โดยเอาระเบียบหลักสูตรแกนกลางฯ ที่ใช้ กับโรงเรียน มาใช้

เครือข่ายบ้านเรียน ได้ร่วมฟังคำพิจารณาและจากเอกสารคำพิพากษา พบว่า ทางครอบครัวขาดเทคนิคในการชี้แจงเอกสาร แย้งกับหน่วยงานรัฐ ในขณะที่หน่วยงานราชการอ้างถึงกฎหมายและแนวปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับสิทธิบ้านเรียน ทั้งนี้ยังพบอีกว่า เจ้าหน้าที่ สพฐ.เป็นเจ้าหน้าที่มารับผิดชอบงานใหม่ เจ้าหน้าที่ สพป.อยุธยา เขต​ 2 ไม่มีความรู้เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการปรับใช้หลักสูตรแกนกลางฯ สำหรับ กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ โดยที่ผ่านมา​มักแนะนำให้ครอบครัวที่จดทะเบียนทำแผนการศึกษา​แบบโรงเรียนมาตลอด กศจ. ใช้อำนาจแทรกแซงการทำงานของสำนักงานซึ่งทำงานกันแบบไม่เข้าใจในสิทธิบ้านเรียน

ขณะนี้ อยู่ระหว่างเตรียมการอุทธรณ์ ซึ่งเครือข่ายบ้านเรียนจะใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องที่สูงกว่า มาชี้แจงและทำความเข้าใจต่อศาล โดยเป็นกฎหมายและแนวปฏิบัติที่่ สพฐ.​และ เขต ไม่ได้ใช้ชี้แจงในคำแถลงคดี

จึงขอสรุปเรื่องนี้ ให้สาธารณชนรับทราบและมีความเข้าใจร่วมกันว่า หากมีเจ้าหน้าที่คนใด หรือ คนที่ไม่มีความรู้จริงพูดถึงเรื่องนี้ ไปในทางขาดความเข้าใจ และอ้างใช้อำนาจอันไม่ชอบธรรม เครือข่ายบ้านเรียนสามารถใช้ข้อความเหล่านี้พูดคุยแลกเปลี่ยนและทำความเข้าใจกันให้ถูกต้อง​เพื่อร่วมกันสร้างความถูกต้องเป็นธรรมและปกป้องสิทธิบ้านเรียนร่วมกัน

พร้อมกันนี้ ขอฝากไปถึงเจ้าหน้าที่ทั้ง สพฐ. กศจ. และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศว่า ต้นเหตุในคดีนี้เป็นการปฏิบัติราชการที่ลิดรอนสิทธิเด็ก ไม่สมควรนำไปอ้างและนำไปเป็นบรรทัดฐานใช้อ้างอำนาจในการบังคับบ้านเรียนน้องใหม่ ปีการศึกษา 2563 ในการดำเนินงานได้ตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำเท่านั้น (โดยขาดหลักการรับรองสิทธิบ้านเรียนตามกฎหมาย) โดยเฉพาะ เรื่องการแก้ไขแผนการศึกษาของบ้านเรียน​และแนวทางประเมินผลตามสภาพจริง​ โดยอ้างหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 โดยไม่ใช้ หลักเกณฑ์และวิธีการปรับใช้หลักสูตรแกนกลางฯ สำหรับ กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ มาประกอบให้สมบูรณ์.

เครือข่ายบ้านเรียน สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย ทำงานมาด้วยหลักการตามสิทธิทางกฎหมาย​ เข้าร่วมประชุมกับกระทรวงศึกษาธิการ​มาตั้งแต่ปี​ 2547​ ร่วมทำแนวปฏิบัติคู่มือบ้านเรียนเล่มแรก​ มาตั้งแต่ปี​ 2549 มีความตั้งใจในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนตามหลักการบ้านเรียน​ สิทธิครอบครัว​และสิทธิเด็ก​ มีความเชื่อว่า ระบบราชการไม่ควรนำเอาเรื่องนี้มาเป็นแบบอย่าง ทำให้เกิดความเข้าใจผิด​สร้างบาดหมาง​ และนำมาซึ่งความขัดแย้งในการทำงานที่ดีร่วมกันกับครอบครัวและเครือข่ายบ้านเรียนทั้งในปัจจุบั​นและอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นอุทาธรณ์สำหรับเครือข่ายบ้านเรียน ในการทำงานอย่างรอบคอบ มีระบบตรวจสอบการทำงานร่วมกับเครือข่ายให้สอดคล้องกับสิทธิบ้านเรียน เพื่อเดินหน้ารักษาสิทธิทางการศึกษาให้กับลูกหลาน โดยสมบูรณ์